 |
สมัครรับข่าวสารอีเมล์ |
|
|
|
|
|
 |
Sudassa.com |
|
| |
หนังสือ (อ่าน) |
| |
หนังสือ (ฟังเสียงอ่าน) |
| |
ประเภทของหนังสือ |
| |
ปุจฉา - วิสัชนา |
|
|
| |
เพื่อนบ้านของเรา |
 |
 |
สถิติเว็บไซต์ |
|
| ขณะนี้ |
5 คน |
| วันนี้ |
88 คน |
| เมื่อวานนี้ |
144 คน |
| เดือนนี้ |
3,467 คน |
| เดือนที่ผ่านมา |
4,984 คน |
| ทั้งหมด |
57,671 คน |
เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 28
มิถุนายน 2554 |
| |
 |
|
| เเดด |
ธรรมนิยาย ชุด สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม : มักกะลีผล
|
เรียนที่โรงเรียนวัดชะลอนได้เพียงสามเดือน เด็กชายเจริญ
จรูญรัตน์ ก็มีอันต้องย้ายไปเรียนที่วัดพรหมสาคร โดยมี 'หลวงตา'
ช่วยฝากให้ ก็มีอันต้องย้ายโรงเรียนอีกวาระหนึ่งเพราะ '
ถูกเชิญให้ออก' โชคยังดีที่หลวงตายุติการเดินธุดงค์
และกลับเข้ามาจำพรรษาอยู่ที่วัดพรหมสาคร จึงได้มีโอกาสสงเคราะห์ช่วยเหลือลูกหลานในเรื่องที่ไม่มีผิดทำนอง
คลองธรรม ท่านอยู่วัดพรหมสาครยังไม่ทันจะครบพรรษาก
็ถึงแก่มรณภาพด้วย โรคชรา
|
การจากไปของหลวงตายังความเศร้าโศกเสียใจให้บังเกิดขึ้นในหมู่ลูกหลานทุกถ้วนหน้า
ด้วยรู้สึกขาดที่พึ่งพิงทางใจ มียายคนเดียวเท่านั้นที่มิได้แสดงอาการโศกเศร้าให้ปรากฏ
ทั้งนี้เพราะยายรู้ว่าหลวงตา 'ไปดี' เพราะสมภารวัดศรัทธาภิรมณ์บอกยายว่าหลวงตาเป็นพระภิกษ
ุผู้ประกอบด้วยองค์ ๔ อันเป็นคุณสมบัติของพระโสดาบัน องค์ ๔ นั้นได้แก่
ความเป็นผู้มั่นในพระพุทธเจ้าไม่เสื่อมคลาย ๑ ความเป็นผู้มั่นในพระธรรมไม่เสื่อมคลาย ๑
ความเป็นผู้มั่นในพระสงฆ์ไม่เสื่อมคลาย ๑ และความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ๑
ด้วยเหตุฉะนี้จึงเป็นผู้ละเสียได้ซึ่งสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ อย่าง ได้แก่ สักกายทิฏฐิวิจิกิจฉา
และสีลัพพตปรามาส
พระโสดาบันเป็นผู้เข้าถึงกระแสพระนิพพาน ตัดขาดจากอบายภูมิได้อย่างเด็ดขาด และ
จะเกิดในสุคติภูมิอีกไม่เกิน ๗ ชาติ ก็จะบรรลุพระนิพพาน ด้วยเหตุดังกล่าวนี้
ยายจึงลงความเห็นว่าการจากไปของหลวงตาเป็นเรื่องน่ายินดีมากกว่าที่จะเป็นเรื่องเศร้า
บัดนี้หลานชายคนโปรดของยายอายุครบสิบหกปีเต็ม เขาไม่ได้เป็นเด็กผมแกละอีกต่อไป เพราะยายได้จัดพิธีโกนจุกให้ตั้งแต่อายุครบสิบสามแม้จะใช้ 'นาย' นำหน้าชื่อแทน 'เด็กชาย' หากเขาก็ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่ ยังคงเล่นสนุกสนานซุกซนเหมือนเด็ก ๆ ที่ร้ายกว่านั้นคือยังเปลือยกายกระโดดน้ำตูม ๆ กับเพื่อนฝูงวัยเดียวกัน โดยไม่สะทกสะท้าน
ต่อสายตาของผู้พบเห็น
ส่วนเรื่องการเรียนนั้นเขากำลังเรียนชั้นมัธยมสามเป็นปีที่สอง ในโรงเรียนราษฎร์แห่งหนึ่ง จังหวัดสิงห์บุรีมีโรงเรียนมัธยมอยู่ ๘ แห่ง ทั้งที่เป็นของรัฐบาลและของเอกชน นายเจริญ
จรูญรัตน์ เรียนมาแล้วทุกแห่ง ๆ ละสองเดือนบ้าง สามเดือนบ้าง แต่ก็มีอยู่โรงเรียนหนึ่ง
ซึ่งเขาเองก็จำชื่อไม่ได้เสียแล้ว ด้วยพอเข้าไปเรียนตอนเช้า ตอนเย็นก็ถูกเชิญให้ออก
ทั้งนี้เพราะนางเม้าได้ตามมาราวีโดยไปเล่าให้ครูใหญ่ฟังถึงกิตติศัพท์และวีรกรรมของเขา
ตั้งแต่สมัยอยู่ โรงเรียนประถมจนถึงมัธยม นัยว่าจะแก้แค้นที่เขาซึ่งเป็นต้นเหตุให้ลูกสาว
ของนางต้องอับอายขายหน้า ข้างฝ่ายครูใหญ่ซึ่งมิได้คือคติว่า 'เย็นเหมือนฟัก หนักเหมือนหิน' จึงเชิญให้เขาออกโดยที่ฟังความข้างเดียว
"ไอ้หนู ยายขอร้องเถอะ จะยังไงก็ประคับประคองให้จบมัธยมสามเสียก่อน โรงเรียนสุดท้ายแล้วนะ
ถ้าเขาไล่ออกอีก ยายก็ไม่รู้จะให้เอ็งไปเรียนที่ไหน" ยายอ้อนวอน บัดนี้ได้รู้แล้วว่า 'ถูกเชิญให้ออก'
กับ 'ไล่ออก' นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน ความที่ยายเป็นคนประหยัด แม้การพูดการจา
ก็ต้องประหยัดถ้อยคำ เหตุฉะนี้ยายจึงใช้ 'ไล่ออก' แทน 'ถูกเชิญให้ออก' เพราะประหยัดคำกว่า
"จะเป็นไรไปเล่ายาย ถ้าถูกเชิญให้ออกอีก เราวนรอบสองก็ได้" หนุ่มน้อยไม่คุ้นกับคำ 'ไล่ออก'
ทั้งไม่เคยคิดอยากจะคุ้น
"พอที ๆ ไอ้หนู เอ็งไม่ต้องพูด" ยายโบกไม้โบกมือเมื่อฟังคำของหลาน แม้เขาจะโตเป็นหนุ่มแล้ว
แต่ยายก็ยังเรียก 'ไอ้หนู' ด้วยความเคยชิน
"ก็ถ้าไม่พูดแล้วยายจะรู้หรือว่าผมคิดยังไง" หลานชายแย้ง
"ยายไม่อยากรู้ว่าเอ็งจะคิดยังไง ถึงรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเอ็งไม่ค่อยจะเหมือนชาวบ้านเขา"
คนอายุแปดสิบสี่ว่า
"ถ้าคนเราเหมือนกันหมดก๊อยุ่งซีครับ เช่น ถ้าทุกคนเหมือนผมประเทศไทยก็จะมีแต่คนไม่ดี
หรือถ้าเหมือนยายก็จะมีแต่คนดี มันก็ไม่ตื่นเต้น ต้องให้มีคนดีบ้าง ไม่ดีบ้างปะปนกันไป"
"อ้อ! รู้เหมือนกันหรือว่าตัวเองไม่ดีน่ะ" ยายพูดเยาะ ๆ
"รู้ซีครับ ก็คนเขาสรรเสริญกันทั้งบาง ผมไม่รู้ก็แย่ละ ถึงผมจะไม่ดีแต่ก็ฉลาดนะยาย" หนุ่มน้อยอุตส่าห์คุย
"ถ้าฉลาดจริงคงไม่เรียนมัธยมสามเป็นปีที่สองหรอกน่าไอ้หนู" ยายขัดคอ
"แต่ผมว่ายังดีกว่าเรียนมัธยมสองเป็นปีที่สามนะครับหรือว่ายายจะให้ผมเป็นอย่างนั้น จะได้กลับไปเรียนมัธยมสองอีกสองปี" หลานชายท้า
"อย่าเลยไอ้หนู ประเดี๋ยวชาวบ้านจะเอาไปนินทาได้ว่าหลานยายจ่างโง่ ยายอายเขาน่ะ"
"จะอายไปทำไมล่ะยายจ๋า เราไม่ได้ขอข้าวใครกินนี่นา" หนุ่มอายุสิบหกว่า
"แต่ยายว่าขอข้าวเขากินก็ยังน่าอายน้อยกว่าถูกว่ามีหลานโง่ จริง ๆ นะไอ้หนู ใครมาว่าเอ็งอย่างนี้ยายเจ็บใจเหลือเกิน"
"แปลว่ายายรักผมมาก เลยไม่อยากให้ใครมาว่าผม อย่างนั้นใช่ไหมครับ"
"ใครบอกเอ็งล่ะ ที่ยายเจ็บใจก็เพราะมีความรู้สึกเหมือนตัวเองถูกว่า
ถึงเขาว่าเอ็งก็เท่ากับว่าแม่เอ็งยายเอ็ง ยายไม่อยากเป็นคนโง่นะไอ้หนู"
"โธ่เอ๊ย ผมนึกว่ายายห่วงผม ที่แท้ก็ห่วงตัวเอง" หลานชายว่า
"ก็ยายรักตัวเองนี่นา พระท่านสอนว่าทุกคนต่างก็รักตัวเองด้วยกันทั้งนั้น หรือว่าเอ็งรักคนอื่นมากกว่า" หนุ่มน้อยไม่ตอบ ด้วยมิรู้จะตอบว่ากระไร คนอายุแปดสิบสี่จึงถือโอกาสเทศน์นอกธรรมาสน์โปรดคนเป็นหลานว่า "เมื่อเรารักตัวเอง เราก็ต้องเมตตาตัวเอง เรารักสุข เกลียดทุกข์ฉันใด คนอื่นและสัตว์อื่นเขาก็รักสุข เกลียดทุกข์ฉันนั้น เพราะฉะนั้นคนที่รักตัวเองก็ต้องเมตตาคนอื่นด้วย ไม่ไปสร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้คนอื่นหรือสัตว์อื่น" คนฟังเทศน์รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ลองยายพูดอย่างนี้ ก็แสดงว่าจะต้องรู้ความลับของเขาแน่ ความลับที่เพิ่งทำมาสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อวานนี้เอง "ยายพูดราวกับว่าผมไปทำความเดือดร้อนให้ใครเขาอย่างนั้นแหละ" หลานชายแข็งใจพูด บางทียายอาจจะไม่รู้เรื่องนี้ก็เป็นได้
"ก็เอ็งทำหรือเปล่าล่ะ" ยายย้อนถาม
"ผมไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ว่าคนหรือสัตว์"
"ยังจะมาปากแข็งอีก คนอย่างเอ็งน่ะต้องให้จับได้คาหนังคาเขา ถึงจะยอมจำนน ไอ้หนูเอ็งบาปมากนะ รู้ตัวหรือเปล่า"
"บาปเรื่องอะไรครับ"
"ก็เอ็งผิดศีลทั้งสองข้อ ตายไปต้องตกนรก"
"ข้อไหนบ้างครับ" หนุ่มน้อยแสร้งถาม
"ข้อหนึ่งกับข้อสี่"
"ผมจำไม่ได้แล้ว ข้อหนึ่งว่ายังไง ข้อสี่ว่ายังไง ยายช่วยทบทวนความจำให้ผมหน่อย" เขาตั้งใจยั่ว
"ปาณาติปาตา เวรมณี กับมุสาวาทา เวรมณี ต้องให้แปลอีกไหม ยายรู้นะว่าเอ็งรู้ แต่เมื่อแกล้งทำเป็นไม่รู้ ยายก็จะบอกเสียเลยว่าเอ็งบาปที่ฆ่าสัตว์กับพูดปด" ยายรุกด้วยเห็นเป็นโอกาส
|
|
|
| หน้า 1 2 |
|
|